03/02/2026
นับถอยหลังอีก 5 วันเท่านั้น ที่คนไทยทุกคนจะได้มีส่วนร่วมในการออกเสียง “เห็นชอบหรือไม่ที่จะให้มีรัฐธรรมนูญใหม่” โดยในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นครั้งที่ 1 จากทั้งหมด 3 ครั้งเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดไว้
การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้หมายความว่าจะทิ้งเนื้อหาทั้งหมดไป เพียงแต่การร่างใหม่ยังสามารถยกเนื้อหาเดิมที่ดี หรือมาตราที่ดี บางส่วนไปและเป็นส่วนหนึ่งในฉบับใหม่ได้ และเพิ่มเติม เนื้อหา หลักการ อื่นๆ เพื่อกำหนดสิทธิ และหน้าที่ของประชาชน สส. สว. และรัฐ รวมถึงองค์กรอิสระให้ครอบคลุม เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบกับประชาชนดังเช่นที่ผ่านมา มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพรวบรวมข้อมูลบางส่วนที่อาจจะช่วยให้แรงงาน และประชาชนในประเทศไทยมีความเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้น โดยขอขอบคุณเนื้อหาและข้อมูลบางส่วนจาก iLaw
ทำไมรัฐธรรมนูญ2560 ถึงมีปัญหา
1.การมีส่วนร่วมในเนื้อหาของประชาชน
ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้รับโอกาสแค่เพียงแสดงความเห็นว่าเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ เมื่อปี 2559
2.สิทธิของผู้บริโภคที่หายไป
ในมาตราที่ 46 ไม่มีการระบุถึงสิทธิของผู้บริโภคในการร้องเรียนเพื่อให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย ทั้งที่ในรัฐธรรมนูญฉบับ2550 มาตรา 61 มีระบุไว้ว่า "ผู้บริโภคมีสิทธิร้องเรียนเพื่อขอการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย"
3.ต้องพิสูจน์ความจนเพื่อให้ได้รับสิทธิ สวัสดิการ
มาตรา 47 ระบุว่า บุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย รวมถึง มาตรา 48 ระบุว่าบุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีและไม่มีรายได้เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลผู้ยากไร้ ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐ นั้นหมายถึงต้องพิสูจน์ความจนเพื่อให้ได้รับการรักษาพยาบาล และได้รับการดูแลยามแก่ชราจากภาครัฐ
4. พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) มีโอกาสถูกยกเลิก
จากรัฐธรรมนูญฉบับ2550 มาตรา 51 ระบุว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสมและได้มาตรฐาน และผู้ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และบุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ” แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา 57
“บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ และบุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขของรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย” ซึ่งเปิดช่องว่างให้หากต้องการยกเลิกสิทธิบัตรทองก็ทำได้และไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ กว่า 46 ล้านคนที่ใช้สิทธิบัตรทองอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการไปโรงพยาบาล รวมถึงอาจจะไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม และมีมาตราฐาน
5.เรียนฟรีถึงแค่ม.3 อยากจบม.6 ต้องกู้กยศ.
จากเดิมที่รัฐธรรมนูญฉบับก่อนๆกำหนดไว้ว่าเรียนฟรีตั้งแต่ ป.1 - ม.6 รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้ปรับเป็นตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนถึง ม.3 เป็นจำนวน 12 ปีเท่ากัน แทนที่จะเพิ่มเป็น 15 ปี กลับผลักภาระให้ผู้เรียนเป็นหนี้อีก 3 ปี เพื่อให้ได้รับวุฒิการศึกษาขั้นพื้นฐาน
6.ประชาชนต้องดูแลกันเองเมื่อเกิดภัยพิบัติ
หากเกิดภัยพิบัติ เป็นหน้าที่ของประชาชนในการให้ความร่วมมือ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สิ่งนี้ถูกระบุไว้ในมาตรา50(2) ซึ่งในหน้าที่ของรัฐไม่มีส่วนใดที่เขียนระบุไว้ว่าหน้าที่รัฐในสถานการณ์นี้ต้องทำอะไร ต้องช่วยเหลือประชาชนอย่างไร ต้องรับผิดชอบอะไร จึงเกิดเป็นภาพที่ประชาชนเห็นกันในทุกๆครั้งที่เกิดภัยพิบัติการช่วยเหลือจากภาคประชาชนกันเอง มาถึงก่อนภาครัฐเสมอ ทั้งที่นั้นคือหน้าที่ของรัฐในการดูแลประชาชนให้ปลอดภัย
7.ค่าแรงขั้นต่ำไม่เท่ากันทั้งประเทศทั้งที่เป็นแรงงานเหมือนกัน
รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตราที่74 มีการระบุให้แรงงานได้รับรายได้ สวัสดิการ การประกันสังคม และสิทธิประโยชน์อื่นที่เหมาะสมแก่การดำรงชีพ ซึ่งคำว่า“เหมาะสมแก่การดำรงชีพ” อาจส่งผลถึงการตีความค่าแรงขั้นต่ำในแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน เพราะค่าครองชีพไม่เท่ากัน ซึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับ2550(มาตราที่85(7)) ใช้คำว่า “ที่เป็นธรรมโดยไม่เลือกปฏิบัติ”
8.สว.ไม่ยึดโยงกับอำนาจของประชาชน
การได้มาซึ่งสว. ทั้ง 200 คน มาจากการเลือกกันเองของผู้สมัคร ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และระดับประเทศ ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้มีการฮั้วกัน หรือทุจริตกันเกิดขึ้นได้ง่าย
อำนาจของสว. มากเกินกว่าอำนาจของประชาชน
9.สว.มีอำนาจแต่งตั้งองค์กรอิสระ เช่นศาลรัฐธรรมนูญ , คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.), ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.), ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) องค์กรอิสระทั้งหลายมีบทบาทสำคัญๆหลายๆเรื่องที่เกี่ยวกับราชการแผ่นดิน แต่ไม่ได้ยึดโยงที่มาและการมีส่วนร่วมใดๆของประชาชน เช่นในอดีตที่มีการตัดสิทธิทางการเมืองนักการเมืองหลายๆคนที่มาจากเสียงของประชาชน
10.การแก้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เป็นไปได้ยาก(มาก)
ในการแก้รัฐธรรมนูญนอกจากอาศัยเสียงสส.ที่มาจากตัวแทนของประชาชนแล้วต้องอาศัยเสียงสว. 1 ใน 3 หรือ อย่างน้อย 67 คนในการเห็นชอบให้แก้ไขถึงจะสามารถทำได้และต้องเห็นชอบทั้งวาระแรกและวาระสุดท้าย จากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นเวลาเกือบ 9 ปี มีการยื่นเสนอแก้ไขทั้งรายมาตรา และทั้งฉบับ หลายต่อหลายครั้ง แต่ผ่านแค่เพียง 1 ครั้งเท่านั้น เรื่องเปลี่ยนระบบบัตรเลือกตั้งจาก 1ใบเป็น 2 ใบ ถึงแม้สส.ทั้ง 500 คนจะเห็นชอบทั้งหมด แต่ถ้าสว. 1 ใน 3 ไม่เห็นด้วยก็ไม่สามารถแก้ไขได้ไม่ว่าจะรายมาตรา หรือทั้งฉบับ
11.ประชาชนไม่มีอำนาจถอดถอน
ประชาชนไม่สามารถเข้าชื่อเพื่อถอดทอนสส. หรือสว. และองค์กรอิสระได้โดยตรงเหมือนเช่นในอดีต ที่กำหนดให้เป็นสิทธิในรัฐธรรมนูญฉบับ 40 และฉบับ 50 รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้อำนาจ สส. และสว.ดำเนินการผ่านสภาและส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน หรือร้องเรียนทางกกต. ถ้าพบว่ามีความเป็นไปได้ก็จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ หรือยื่นเรื่องให้ป.ป.ช. เพื่อส่งฟ้องต่อให้ศาลฎีกา ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ต้องผ่านองค์กรอิสระที่สว.ล้วนเลือกมาเองทั้งสิ้น
ทั้ง 11 ข้อนี้เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นที่เป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน(2560) หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเช้าชมได้ที่เฟซบุ๊ค เพจiLaw สรุปหลายประเด็นปัญหาของรัฐธรรมนูญไว้มากมาย
สุดท้าย...ในมาตรา 3 ที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้เขียนไว้ช่วงหนึ่งว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย” ความหมายคือ “อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็นของประชาชนคนไทย” ในช่วงที่ผ่านมาคุณรู้สึกหรือไม่ว่า รัฐบาล สส. สว. ศาลรัฐธรรมนูญ สตง. ป.ป.ช. กกต. ฯลฯ ทั้งหมดนี้ทำงานเพื่อสิทธิของคุณ เพื่อปากท้องของคุณ เพื่อลูกของคุณ เพื่อความมั่นคงในชีวิตของคุณ ที่เป็นคนที่มีอำนาจสูงสุด ถ้าคำตอบของคุณคือไม่ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ อำนาจและสิทธิอยู่ในมือของคุณ กา“เห็นชอบ” เพื่อทางออกไปสู่รัฐธรรมนูญใหม่ที่เป็นของประชาชนทุกคนอย่างแท้จริง
#สิทธิแรงงานดีกว่านี้ได้กาเห็นชอบ
#8กุมภากาเห็นชอบ