15/08/2026
ต้นทุนการขาย ไม่ใช่แค่ราคาสินค้าที่ซื้อมา แต่ยังมีค่าใช้จ่ายทางภาษีอีกมากมายที่หลายคนไม่นำมาคิดคำนวณ เชื่อว่าลูกค้าหลายๆท่านในนี้ก็เป็นคนขายของไม่ว่าจะออนไลน์ หรือออฟไลน์ แอดมินนำมาแชร์เพื่อเป็นความรู้ค่ะ
ปล.หากเราทำธุรกิจแนะนำว่าอย่าพยามยามหนีภาษีค่ะ เพราะเราไม่มีวันหนีสรรพากรพ้น
#ภาษีเรื่องง่าย #ผู้ประกอบการยุคใหม่ใส่ใจภาษี
คู่มือเอาตัวรอดจากสรรพากร ฉบับคนทำมาหากิน
เมื่อหลายวันก่อนได้ไปนั่งคุยเรื่องภาษีพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์และฟรีแลนซ์กับพี่เกลือในรายการ Salt & Pepper ชั่วโมงกว่าๆ ผ่านไปไวมาก มีหลายประเด็นที่คุยกันลึกและอยากขยี้ให้ทุกคนฟังต่อ เพราะเชื่อว่ายังมีคนทำมาหากินอีกเยอะที่กำลัง "เสี่ยง" กับสรรพากรด้วยความไม่รู้ (หรือรู้แต่แกล้งไม่รู้ ฮา)
ผมลองรวบรวมเนื้อหาจากคลิปมาเขียนสรุปอีกที ใครสนใจอย่าลืมไปดูคลิปเต็มในเม้นนะครับ
ก่อนจะอ่านอยากให้ลืมเรื่อง "ภาษีไม่มีสอนในโรงเรียน" หรือ "รัฐเอาเงินไปทำอะไรไม่เห็นคุ้ม" ไปก่อน เพราะในความเป็นจริง หวังพึ่งใครไม่ได้สักเท่าไร พูดแล้วเศร้า แต่เราต้องช่วยตัวเองครับ ผมเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน ฮา
โอเค...
1. ภาษีคือความเสี่ยงที่คุณจำเป็นต้องรู้
หลายคนมองว่า "ภาษี = ความเสี่ยง" ซึ่งเข้าใจถูกแล้วครับ แต่อยากให้เข้าใจต่อไปอีกสักหน่อยว่า ภาษีคือกฎหมาย กฎหมายไม่สนหรอกครับว่าคุณเหนื่อยแค่ไหนหรือเต็มใจจ่ายไหม
ความเข้าใจผิดที่ร้ายแรงที่สุดคือคิดว่า "ไม่รู้ = ไม่ผิด" หรือ "วันนี้ยังไม่ถูกตรวจ = รอดแล้ว" บางทีสรรพากรก็แค่ไม่ได้มาหาเราวันนี้ แต่มาเจออีกทีในอนาคตก็ได้
ความรู้เบื้องต้นตามหลักสากล รัฐเก็บภาษีจากคนที่มี 3 อย่างนี้เยอะๆ
1. มีรายได้เยอะ เช่น ภาษีเงินได้
2. บริโภคเยอะ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ
3. มีทรัพย์สินเยอะ เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก
2. รายได้ VS เงินได้สุทธิ
ถ้าพูดถึงเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา กฎหมายบอกไว้ชัดว่า "คนมีรายได้ ต้องเสียภาษี" เว้นแต่กฎหมายยกเว้นก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่วิธีการคำนวณภาษีจริง ๆ ไม่ได้คิดจากรายได้ทั้งก้อน มักจะคิดจาก "เงินได้สุทธิ"
หรือ (รายได้ − ค่าใช้จ่าย − ค่าลดหย่อน) = เงินได้สุทธิ
ภาษีที่ต้องจ่ายคำนวณจาก "เงินได้สุทธิ" เท่านั้น นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนสองคนรายได้เท่ากันแต่เสียภาษีไม่เท่ากัน เพราะมันมีรายละเอียดของการหักค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่ต่างกัน
ตัวอย่างการหักค่าใช้จ่ายเช่น รายได้จากเงินเดือน หักค่าใช้จ่ายได้แค่ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท แต่การขายออนไลน์ (ซื้อมาขายไป) เลือกหักค่าใช้จ่ายได้ 2 แบบ คือ "หักเหมา 60%" หรือ "หักตามจริง"
ไหน ๆ ก็พูดเรื่องขายของออนไลน์แล้ว ไปอีกหน่อย จุดพลาดของคนขายออนไลน์อยู่ตรงนี้ครับ ถ้าเลือกหักเหมา 60% ขายได้ 1 ล้าน สรรพากรตีให้เลยว่าต้นทุนคุณ 6 แสน เหลือเงินได้สุทธิ 4 แสน วิธีนี้ง่าย ไม่ต้องใช้เอกสาร แต่เหมาะกับคนกำไรเยอะต้นทุนต่ำเท่านั้น (แล้วมันมีไหมจั้บพรี่)
เพราะโลกความจริงทุกวันนี้ แม่ค้าหั่นราคากันยับ กำไรบางเฉียบ ถ้าต้นทุนสูง หักเหมา 60% จะทำให้เจ็บหนัก ทางออกคือเปลี่ยนไป "หักตามจริง" แต่ปัญหาคลาสสิกคือไม่มีบิล ไม่มีเอกสาร ไม่เคยทำบัญชีรับจ่ายเลย พอไม่มีหลักฐานพิสูจน์ต้นทุน คราวนี้ก็มีปัญหา ดังนั้น ถ้าจะหักจริง ต้องแม่นเรื่องบัญชีและเอกสารด้วย พูดแล้วก็เหนื่อย
นี่ยังไม่รวมเรื่องการคำนวณภาษีแบบเหมา รายได้ x 0.5% อีกนะครับ เอาแค่เรื่องนี้ก่อน แค่คิดก็ปวดหัวละ
3. ฟรีแลนซ์กับกับดัก "ขอรับเต็มๆ ไม่หัก 3%"
ฟรีแลนซ์เวลารับงานแล้วลูกค้าบอกว่า "ขอหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% นะ" ฟรีแลนซ์หลายคนโวยวายว่า คุยกันหมื่นนึง ทำไมโอนมา 9,700 หายไปไหน 300 พี่คะขอรับเงินเต็มโอนไม่หักได้ไหมคะ
ไอ้ได้มันก็ได้อยู่แหละครับ แต่บางคนเข้าใจผิดว่ารับเต็มเท่ากับสรรพากรไม่รู้ แต่เอาเข้าจริง ลูกค้าที่เป็นบริษัทยังไงก็ต้องเอาค่าจ้างคุณไปลงบัญชีเป็นรายจ่ายบริษัทอยู่ดี บางทีเขาหักแล้วทบภาษีให้ แต่ไม่บอก หรือบางคนก็หักไปแต่ไม่ให้ใบหัก ณ ที่จ่าย สุดท้ายสรรพากรรู้อยู่ดี นี่ก็อีกปัญหาหนึ่งที่ต้องระวังครับ
สิ่งที่ควรทำคือ ขอ ใบหัก ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) มันคือหลักฐานว่าคุณเสียภาษีไปแล้วบางส่วน และทำให้รู้ตัวว่ามีรายได้ในระบบเท่าไร อย่ากลัวการโดนหัก แต่จงเก็บใบพวกนี้ไว้ให้ดีเพื่อไปยื่นตอนสิ้นปี (เผลอๆ ถ้าคำนวณแล้วจ่ายภาษีเกิน เราก็ขอคืนได้ครับ)
4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จุดตัดที่ทำให้เกิดปัญหาชีวิต
เรื่องนี้ซีเรียสที่สุด กากบาทตัวโตๆ ขีดเส้นใต้สามร้อยเส้น ทำไปทำไมไม่รู้ เอาเป็นเนื้อหาดีกว่า นั่นคือ เมื่อไหร่ที่รายได้จากการขายสินค้าหรือบริการของคุณที่ไม่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ทะลุ 1.8 ล้านบาทต่อปี (เฉลี่ยแค่เดือนละ 1.5 แสนบาท) คุณมีหน้าที่ไปจด VAT ภายใน 30 วันทันที
กฎหมายไม่สนว่าคุณกำไรหรือขาดทุน เพราะ VAT คิดจาก "ยอดขาย" ไม่ใช่กำไร หลังจดแล้วต้องบวก VAT 7% เข้าไปในราคาสินค้า และนำส่งรัฐทุกเดือน
ความน่ากลัวของ VAT คืออะไร? ถ้าขายเพลินจนยอดเกิน 1.8 ล้านไปไกลลิบแล้วไม่เคยจด วันดีคืนดีสรรพากรตรวจเจอ คุณจะโดนเรียกเก็บ VAT 7% ย้อนหลัง "จากยอดส่วนที่เกิน 1.8 ล้านทั้งหมด"
นั่นแปลว่าคุณต้องควักเนื้อจ่าย 7% แทนลูกค้าที่ซื้อของไปเมื่อชาติที่แล้ว แถมพ่วงมาด้วย "เบี้ยปรับสูงสุด 2 เท่า" ของภาษีที่ต้องเสีย และ "เงินเพิ่ม (ดอกเบี้ย) อีก 1.5% ต่อเดือน" แม้ว่าจะขอลดได้ แต่เชื่อเถอะ เยอะจนแทบอยากขายไต
รวมๆ แล้วค่าปรับพวกนี้อาจเยอะกว่ากำไรที่คุณขายมาทั้งชีวิต จนต้องร้องว่า "ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ชั้นจะเริ่มต้นใหม่กับคนเดิม" จำไว้ให้ขึ้นใจ ตัวเลข 1.8 ล้านบาทคือเส้นแบ่งความเป็นความตายของคนค้าขายครับ
5. รับเงินสด รอดจริงไหม
"ถ้างั้นให้ลูกค้าโอนเข้าบัญชีม้า เอ้ย รับเป็นเงินสดดีกว่า สรรพากรจะได้ตรวจสอบไม่ได้" อันนี้ผมพูดตรง ๆว่า เรื่องตรวจจับอาจจะยากกว่า แต่ถามตัวเองดูครับ ยุคนี้มีลูกค้ากี่คนที่พกเงินสด ลูกค้า 90% จ่ายผ่านแอปหมดแล้ว ถ้าบังคับรับแต่เงินสด ลูกค้าอาจเดินหนีไปซื้อร้านคู่แข่งแทน เท่ากับคุณตัดโอกาสทางธุรกิจตัวเอง
แถมปัจจุบัน กรมสรรพากรมีระบบจับตาดูเราที่ล้ำกว่าที่คิด ติดป้ายรับเงินสดปุีบ มีคนแจ้งสรรพากรปั้บ ยังไม่พอบางทีดราม่าออกโซเชี่ยล อันนี้ก็น่ากลัวเหมือนกัน
ทุกวันนี้มีระบบการตรวจสอบเยอะไปหมด
กฎหมายอีเพย์เมนต์ (E-Payment) ธนาคารต้องส่งข้อมูลให้สรรพากร ถ้าบัญชีคุณมียอดเงินเข้าเกิน 3,000 ครั้งต่อปี หรือ 400 ครั้งและมียอดรวมเกิน 2 ล้านบาท
ข้อมูลจากแพลตฟอร์ม E-Commerce สรรพากรบังคับให้แพลตฟอร์มต่างๆ ส่งข้อมูลยอดขายของร้านค้าออนไลน์ไปให้ระบบของรัฐเรียบร้อยแล้ว
ระบบแจ้งเบาะแส ใครที่หมั่นไส้คุณ คู่แข่ง ลูกค้าที่ไม่พอใจ หรือคนที่คุณไปปะทะด้วยตอนรถติด (เกี่ยวเหรอวะ) เขาแจ้งเบาะแสหลีกเลี่ยงภาษีได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้วคลิกสัมผัส
จะไม่กลัวก็ไม่ว่า คิดว่าไม่เจอก็ไม่เป็นไร คนโชคร้ายคงไม่ใช่เรา แต่ลองดูคนที่เจอสิครับ ทุกวันนี้เยอะจัดจนแชร์ประสบการณ์ไม่หยุด ยังไงก็ระวังไว้นะครับ
6. เมื่อไหร่ถึงควร "จดบริษัท"?
สำหรับคำถามนี้ ผมขอตอบเลยว่าอย่าตั้งคำถามที่ตัวเลขรายได้ แต่ให้ถามตัวเองว่า "คุณมีค่าใช้จ่ายที่มีเอกสารถูกต้องเยอะไหม?" และ "ธุรกิจคุณมีโอกาสเติบโตไปกว่านี้ไหม?"
ภาษีเงินได้นิติบุคคล (บริษัท) คำนวณจาก "กำไรสุทธิ" ถ้าเปิดบริษัทแต่ไม่เคยเก็บหลักฐานบิลรายจ่ายเลย รายได้เข้ามาเท่าไหร่ก็โดนตีเป็นกำไรหมด อันนี้จดแล้วไม่น่าจะประหยัดภาษี แต่กลายเป็นประสาทเสียแทน
บอกตรง ๆ ว่า การเปิดบริษัทนั้นง่าย ใช้เวลาแค่วันเดียวก็เสร็จ แต่ค่าใช้จ่ายรายปีตามมาอีกเพียบ ต้องจ้างคนทำบัญชี จ้างผู้สอบบัญชี จ่ายประกันสังคม และถ้าวันไหนอยากเลิกทำธุรกิจ การ "ปิดบริษัท" คือเหนื่อยมาก อยากให้ลองปิดดูสักครั้ง เพราะมันคือ การเคลียร์ที่้งหมด แต่จบหรือเปล่าก็อีกเร่ือง
สำหรับบางคนถ้ายังเป็นร้านเล็กๆ ขายขำๆ ทำคนเดียว การเสียภาษีแบบบุคคลธรรมดาแล้วแยกบัญชีรับ-จ่ายให้ชัดเจน อาจประหยัดและปวดหัวน้อยกว่ามากครับ
7. วางแผนลดหย่อนภาษี หรือหาเรื่องเสียเงิน?
เข้าสู่ช่วงปลายปีแบบนี้ หลายคนมักถามหา "ตัวช่วยลดหย่อน" เช่น ซื้อประกัน กองทุนลดหย่อนภาษี หรือดอกเบี้ยบ้าน ประเด็นเดียวของการจะลดหย่อนได้คือ "คุณต้องมีเงิน" โหว นี่มันโลกทุนนิยมชัด ๆ
ซื้อประกันลดหย่อน 100,000 บาท เพื่อลดภาษีแค่ 10,000 บาท (บางคนอัตราภาษีที่เสียสูงสุด 10%) ถ้ากระแสเงินสดในกระเป๋ายังฝืดเคือง จัดระเบียบการเงินส่วนตัวก่อน ถ้ามีเงินเหลือเก็บจริงๆ ค่อยเอาก้อนนั้นไปออกแบบตามเป้าหมายชีวิต และถ้ามันลดหย่อนภาษีได้ก็ดี
หรือถ้าใครจะมีคู่สมรส มีลูกเพิ่ม ก็คงไม่เติมคำถามว่า ลดหย่อนภาษีได้ไหมเตงไปหรอก เพราะเอาเข้าจริงบางเรื่องไม่ได้อยากมีเพื่อลดหย่อนภาษี และก็ไม่ควรเอาข้อดีเรื่องลดหย่อนภาษีมาเป็นตัวตัดสินใจ
ขอตัวไปปรึกษาเมียเรื่องลูกคนที่ 2 แป๊บ หยอกกกกกกก
ถ้าจะแนะนำ ผมแนะนำให้วางแผนเกษียณ อันนี้ผมเชียร์ส่วนตัว คนวัย 30-40 ปลายๆ เหลือเวลาทำงานอีกแค่ 20 ปี แต่อาจต้องมีชีวิตหลังเกษียณไปอีก 40 ปี แปลว่าต้องหาเงิน 20 ปีเพื่อไปใช้ 40 ปี การซื้อ RMF สำหรับคนที่เสียฐานภาษีสูง เลือกลงทุนกองทุนที่เหมาะกับความเสี่ยงได้ และคาดหวังผลตอบแทนเข้าใจเป้าหมายการเงิน ก็อยากให้ลองนะครับ
8. ถ้าสรรพากรเรียกพบ ทำยังไงดี?
สมมติวันดีคืนดี มีจดหมายตราครุฑส่งมาที่บ้าน (ย้ำว่าจดหมายลงทะเบียนนะ ถ้ามาเป็น LINE หรืออีเมล ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นมิจฉาชีพ ฮา) แจ้งว่าคุณมีภาษีย้อนหลังต้องชำระ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ "ตั้งสติ"
อย่าหนี เพราะการหนีไม่ช่วยอะไร ไปคุยไปพบไปเจอ จบไวกว่า
อย่าโยนให้คนอื่น เจ้าของธุรกิจหลายคนขี้เกียจปวดหัว เลยส่งนักบัญชีไปคุยกับเจ้าหน้าที่แทน แนะนำให้ไปคุยด้วยตัวเอง (หนีบนักบัญชีไปด้วยก็ได้) หาหลักฐานเพิ่มมาหักล้างยอดภาษีให้ลดลง หรือทำเรื่องขอผ่อนชำระได้
ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากให้รู้ตัวเลขตัวเอง ไม่ว่าเจ้าหน้าที่จะประเมินมาเท่าไหร่ ถ้าคุณทำบัญชีและรู้ตัวเลขรายรับ-รายจ่ายที่แท้จริงของตัวเอง คุณจะมีข้อมูลไปแย้งและต่อรองได้ แต่ถ้าไม่เคยรู้อะไรเลย เจ้าหน้าที่ยิ้มหวานเจี้ยบแน่นอน
---
สรุปจากใจ ทำไมเราต้องรู้เรื่องภาษี?
สิ่งที่น่ากลัวกว่าการเสียภาษีเยอะๆ คือการที่คนทำธุรกิจ "ไม่รู้ตัวเลขของตัวเอง" ไม่รู้ว่ายอดขายเท่าไหร่ เงินสดไปจมอยู่ตรงไหน สิ้นเดือนเหลือกำไรกี่บาท
ถ้าคุณไม่รู้สิ่งเหล่านี้ คุณจะไม่มีทางรู้เลยว่าภาษีที่จ่ายไปมันถูกต้องไหม คุณจะไม่มีข้อมูลไปคุยกับแบงก์เวลาอยากขอกู้ขยายกิจการ และที่สำคัญที่สุด คุณอาจกำลังทำธุรกิจที่ "ขาดทุน" โดยไม่รู้ตัวมาตลอดชีวิตก็ได้
คำถามคือคุณจะจ่ายภาษีแบบรู้ตัวเลขที่จัดการได้ หรือจ่ายแบบหลับตาแล้วมารู้ทีหลังว่าจ่ายผิดจ่ายเกิน หรือ จ่ายให้กับคนที่ไม่สมควรจ่าย
ฝากคำแนะนำไว้สั้น ๆ อีกที ที่เหลือไปดูคลิปนะครับ
1. แยกบัญชี บัญชีรับเงินขายของ บัญชีใช้จ่ายส่วนตัว ต้องเป็นคนละเล่ม เอ้ย คนละบัญชีธนาคาร
2. เก็บหลักฐาน บิลค่าใช้จ่าย ใบหัก ณ ที่จ่าย 50 ทวิ เก็บใส่แฟ้มไว้ให้ครบ
3. ใช้ตัวช่วย ลองโหลดแอปคำนวณภาษีฟรีๆ อย่าง iTAX มาลองจิ้มๆ กรอกๆ ตัวเลขดู เพื่อให้รู้ว่าสิ้นปีเราต้องเตรียมเงินไว้จ่ายภาษีเท่าไหร่ ทำความเข้าใจไปก่อนได้เหมือนกัน
สุดท้ายแล้ว คำถามของคนทำมาหากินจึงไม่ใช่ "ทำยังไงให้ไม่เสียภาษี" แต่ควรเป็น "ทำยังไงให้เสียภาษีถูก ซึ่งหมายถึง จำนวนเงินที่ถูก และ ถูกต้องตามกฎหมาย"
นี่คือส่วนหนึ่งที่คุยกันในรายการวันนั้นครับ
ใครยังไม่ได้ฟังเวอร์ชันเต็ม ไปตามฟังกันได้ที่ Salt & Pepper นะครับ
ขอบคุณครับ